วันเสาร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2556

หนองคาย - เกษตรอำเภอท่าบ่อ เปิดเวทีเรียนรู้ในการปฏิบัติงานตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย ให้กับอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน หลังบูรณาการด้านประสานงานเชื่อมโยงการปฏิบัติงาน เพื่อนำไปปรับใช้ในอนาคต


     ที่หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย นายอนุรัฐ ไทยตรง นายอำเภอท่าบ่อ เป็นประธานเปิดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ในการปฏิบัติงานตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย ของอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน ( อกม.) ครั้งที่ 2 โดยมี ผู้นำเกษตรกรในพื้นที่ ให้การต้อนรับ

     
     กรมส่งเสริมการเกษตรได้รับมอบหมายจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ทุกจังหวัดดำเนินการจัดกิจกรรมดังกล่าว เพื่อพัฒนาอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน ที่ผ่านการคัดเลือกอาสาสมัครเกษตรระดับหมู่บ้าน หมู่บ้านละ 1 คน เพื่อทำหน้าที่ประสานงานเชื่อมโยงการปฏิบัติงานระหว่างอาสาสมัครเกษตรแต่ละประเภท ทั้งนี้ให้เกิดการบูรณาการงานพัฒนาการเกษตรหมู่บ้าน ซึ่งในขณะนี้ได้รับมอบหมายให้สำรวจสำมะโนการเกษตร ปี 2556 ร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ ให้แล้วเสร็จ


     โดยเกษตรอำเภอท่าบ่อ ได้กำหนดการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการปฏิบัติงานตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย  ของอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2  มีอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้านอำเภอท่าบ่อ  เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว จำนวน 99 คน นำความรู้ที่ได้รับนำไปปฏิบัติงานและปรับใช้ต่อไป.

อภิชาติ แสงรุ่ง ข่าว NC News รายงาน

อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย - โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยโมง ได้ติดป้ายประกาศให้ชาวประมง ห้ามใช้เครื่องมือทุกชนิดจับปลาน้ำจืดในบริเวณหน้าเขื่อนและลังเขื่อน ระยะ 100 เมตร ฝ่าฝืนปรับ 10,000 บาท


     ที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยโมง สำนักชลประธานที่ 5 กรมชลประธาน อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย  นายอนุรัฐ ไทยตรง นายอำเภอท่าบ่อ พร้อมด้วยนายประสงค์ ผ่องสวัสดิ์ ผอ.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยโมง และหัวหน้าส่วนราชการ พนักงาน ลูกจ้าง ร่วมกันติดตั้งป้ายห้ามชาวประมงใช้เครื่องมือทุกชนิด จับปลาน้ำจืดในบริเวณหน้าเขื่อนและหลังเขื่อน ในฤดูปลาวางไข่และเลี้ยงตัวอ่อน


     ซึ่งที่ผ่านมา อำเภอท่าบ่อ พร้อมด้วยประมงอำเภอท่าบ่อ และโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยโมง ได้ออกรณรงค์ทำความเข้าใจกับชาวประมงพื้นบ้าน ที่อาศัยอยู่ในบริเวณลำน้ำห้วยโมง ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเลื่อยมา ถึงเรื่องที่จังหวัดหนองคายได้ประกาศ เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2528 ให้บริเวณหน้าและหลังประตูเปิด-ปิดน้ำเขื่อนห้วยโมง เป็นที่รักษาพืชพันธุ์สัตว์น้ำจืด ตาม พ.ร.บ.การประมง พ.ศ. 2490 ห้ามมิให้ผู้ใดใช้เครื่องมือทุกชนิดจับปลาน้ำจืดในบริเวณดังกล่าว ตั้งแต่ประตูระบายน้ำไปจนถึงบริเวณปากแม่น้ำโขง รวมทั้งด้านหน้าเขื่อนเป็นระยะทาง 100 เมตร ทั้งนี้ เพื่อให้สัตว์น้ำจืดทุกชนิด ได้ขึ้นวางไข่และเลี้ยงตัวอ่อนได้ตามฤดูกาลในลำน้ำห้วยโมง เพื่อให้สัตว์น้ำทุกชนิดในลำน้ำห้วยโมงแพร่ขยายพันธุ์ เติบโตเป็นห่วงโซ่อาหารต่อไปอย่างไม่มีวันหมด หากผู้ใดฝ่าฝืนมีโทษปรับ 10,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ.

อภิชาติ แสงรุ่ง ข่าว NC News รายงาน

วันศุกร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2556

AEC วันนี้ - สปป.ลาวนำพระพุทธรูปโบราณขึ้นจากน้ำโขงสำเร็จ

     
     วันที่ 6 มิ.ย.56 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณี ชาวประมงหาปลาในแม่น้ำโขง พบพระพุทธรูปโบราณขนาดใหญ่ในแม่น้ำโขง บริเวณริมตลิ่งบ้านร่มเย็น เมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับบ้านสบกก ต.บ้านแซว อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ทำให้ทางคณะกรรมการหมู่บ้านร่มเย็น และทาง สปป.ลาว ได้นำเครื่องจักรและดำเนินการเก็บกู้มาตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งในเบื้องต้นการกู้องค์พระขึ้นจากแม่น้ำโขงเป็นไปด้วยความลำบาก เพราะกระแสน้ำไหลเชี่ยว ประกอบกับองค์พระผังอยู่ใต้หินทรายลึก จึงทำให้ไม่สามารถกู้ออกมาได้


โดยล่าสุดทาง สปป.ลาว ได้จัดส่งกำลังคนจำนวนมาก และเครื่องจักรที่ทันสมัย เช่น เครื่องตรวจหาวัตถุมาช่วยในการค้นหาองค์พระ รถแบ็คโฮนำเข้าทำการขุดโดยรอบบริเวณซึ่งมีการพบเบื้องต้นเพียงส่วนบ่า ขององค์พระเท่านั้น จนสามารถนำขึ้นมาไว้บนบกได้ โดยพบว่าเป็นพระปูนปั้นขนาดใหญ่หน้าตักกว้างไม่ต่ำกว่า 6-7 เมตร ภายในเป็นอิฐ แต่ด้วยองค์พระมีอายุเก่าแก่และจมอยู่ในแม่น้ำโขงเป็นเวลานาน  ประกอบกับความไม่พร้อมของเครื่องมือในการนำเอาองค์พระขึ้นมาจึงทำให้องค์พระแตกแยกชิ้นส่วนออกเป็นหลายส่วน


     อย่างไรก็ตามยังคงเห็นสภาพว่าเป็นส่วนเศียร หน้าอก แขน ซึ่งทันทีที่มีการนำองค์พระขึ้นมาจากน้ำได้ทำให้มีชาวบ้านที่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนานำดอกไม้ธูปเทียนมากราบไหว้เพื่อขอพรเป็นสิริมงคลแก่ตน เองและครอบครัวเป็นจำนวนมาก เมื่อเจ้าหน้าที่ได้นำเครื่องตรวจหาวัตถุมาช่วยในการค้นหาด้วยทำให้พบวัตถุมงคลเพิ่มเติมอีกเป็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่จะเป็นพระแบบต่างๆ โดยเฉพาะพระปกโพธิ์ที่พบ มากในสมัยเชียงแสน รวมทั้งที่เป็นส่วนเปลวรัศมีของพระพุทธนวล้านตื้อ ซึ่งเป็นพระที่มีชื่อเสียงสมัยเชียงแสน และประเทศไทยก็เคยมีเปลวรัศมีลักษณะนี้อยู่ชิ้นหนึ่งแต่มีขนาดใหญ่กว่า และเคยมีการออกค้นหา องค์พระในแม่น้ำโขง บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอเชียงแสน นานกว่า 1 สัปดาห์แต่ก็ไม่พบตัวองค์พระ ล่าสุดทางทางของ สปป.ลาว ได้จัดเจ้าหน้าที่กระทรวงวัฒนธรรมเข้ามาตรวจสอบเก็บบันทึกหลักฐานที่ค้น พบทุกชิ้นแล้วเพื่อนำไปเปรียบเทียบพระเหล่านี้เป็นพระสร้างขึ้นเมื่อสมัยใด


     ทางด้าน ดร.ทองฤทธิ์ หลวงโคตร ผู้เชี่ยวชาญประจำกองโบราณคดีลาว กล่าวว่า ในการตรวจค้นพบเบื้องต้นยังได้ชิ้นส่วนขององค์พระไม่ครบ โดยเฉพาะส่วนที่เป็นฐานรากองค์ซึ่งจะระบุได้ว่าเป็นสมัยใด จึงบอกไม่ได้ว่าเป็นพระอะไรหรือสร้างขึ้นสมัยใด ซึ่งจะต้องนำชิ้นส่วนต่างๆ ทั้งพระประธาน และพระขนาดเล็กหรือวัตถุมงคลไปประกอบ ลวดลายแต่บริเวณนี้เป็นเมืองสุวรรณโคมคำ หรือ เมืองเชียงแสนมาก่อน ซึ่งมีอายุระหว่าง 400-800 ปี ก็น่าจะอยู่สมัยนั้น

"ตอนนี้ทางการลาวได้ให้นำสิ่งที่มีค้นพบได้นำไปเก็บรักษาไว้ที่แขวงบ่อแก้วไว้ก่อน เพื่อสะดวกต่อการตรวจสอบ อีกทั้งป้องกันการถูกขโมย หากมีการตรวจพิสูจน์ได้ว่าเป็นพระอะไรและสร้างขึ้นสมัยใด ก็จะ มีการปรึกษาหารือกันหลายฝ่ายในระดับบริหารของประเทศ ซึ่งอาจต้องมีการบูรณะประกอบองค์พระขึ้นมาใหม่หรือมีการจัดสร้างเป็นรูปแบบพิพิธภัณฑ์ โดยอาจจะนำมาไว้ที่บริเวณบ้านร่มเย็น ซึ่งเป็นจุดที่มี การค้นพบ เพื่อให้ประชาชนทั้งชาวลาว และชาวไทย มากราบไหวเป็นสิริมงคล และศึกษาทางประวัติศาสตร์ ซึ่งการขุดค้นพบครั้งนั้นจะบ่งบอกประวัติศาสตร์ในอดีตได้เป็นอย่างดี" ดร.ทองฤทธิ์ กล่าว

     ขณะที่พระอาจารย์อธิการ อภิชาติ เจ้าอาวาสวัดสบกก บ้านสบกก ต.บ้านแซว อ.เชียงแสน กล่าวว่า ในอดีตพื้นที่ ต.สบกก และบ้านร่มเย็น เป็นแผ่นดินผืนเดียวกัน ซึ่งมีความรุ่งเรืองทางศาสนามากในสมัย สุวรรณโคมคำ หรือช่วงสมัยเชียงแสนตอนกลางและตอนปลาย ต่อมาเมื่อแม่น้ำโขงสายน้ำมีการเปลี่ยนทิศทำให้ถูกแบ่งแยกออกจากกัน บ้านร่มเย็นไปอยู่ในดินแดนของ สปป.ลาว แต่ทั้งสองฝั่งก็ยังเป็นพี่น้อง เดียวกัน มีวิถีชีวิต วัฒนธรรมและศาสนาเหมือนๆ ซึ่งมีวัดถึง 6 แห่งที่มีรูปแบบการก่อสร้างและพระประธานเหมือนกัน อีกทั้งยังมีร่องรอยของความรุ่งเรืองทางศาสนาให้เห็น ซึ่งน่ายินดีกับประเทศลาวที่มีการขุด ค้นพบพระในครั้งนี้ ในส่วนเขตแดนของไทยก็เชื่อว่าน่าจะมีเหมือนเพราะที่ผ่านมาก็มีผู้พบวัตถุมงคลหรือเครื่องใช้โบราณบ่อยครั้งแต่ยังไม่มีใครมาค้นหาอย่างจริงจังเท่านั้น

AEC วันนี้ - ชาวบ้านสองฝั่งน้ำโขงชายแดนไทย-ลาวฮือฮากันทั่ว หลังพบพระพุทธรูปโบราณใต้หาดทรายริมน้ำฝั่ง สปป.ลาว คาดหน้าตักกว้างไม่ต่ำกว่า 4 เมตร พร้อมวัตถุโบราณเพียบ “พ่อใหญ่” ฝั่งลาวเชื่อเป็น “พระน้ำใจเทพ” ขณะที่ชาวไทยชี้อาจเป็น “พระสิงห์หนึ่ง”


     วันที่ 4 มิ.ย.56 ชาวบ้านชายแดนไทย-สปป.ลาว ด้าน ต.บ้านแซว อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ยังคงเดินทางข้ามไปฝั่งแขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว หลังมีการขุดพบโบราณวัตถุ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพระพุทธรูป และส่วนประกอบจำนวนมากในลำน้ำโขง แถบหมู่บ้านร่มเย็น เมืองต้นผึ้ง ตรงข้ามหมู่บ้านสบกก ต.บ้านแซว

     ก่อนหน้านี้ชาวลาวได้ขุดหาดทรายริมแม่น้ำโขง ปัจจุบันระดับไม่ลึกมากนัก พบโบราณวัตถุ เช่น อิฐ หินแกะสลัก พระพุทธรูปโบราณขนาดเล็กจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่เสียรูปทรงไปตามกาลเวลา และถูกกระแสน้ำกัดเซาะ โดยชาวบ้านได้ตั้งเต็นท์และนำตู้กระจกมาเก็บโบราณวัตถุเหล่านี้ไว้บูชา



      
     ชาวบ้านฝั่งลาวยังได้นำรถแบ็กโฮขุดหาดทรายบริเวณเดียวกัน ลึกลงไปประมาณ 1 เมตร จนพบส่วนหนึ่งขององค์พระพุทธรูป ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นพระประธานของวัดโบราณบริเวณดังกล่าว โดยส่วนที่โผล่ขึ้นมาเหนือน้ำเป็นส่วนไหล่ สร้างด้วยการก่ออิฐถือปูนเป็นรูปมน จึงคาดว่าน่าจะเป็นพระพุทธรูปที่มีหน้าตักกว้างไม่ต่ำกว่า 4 เมตร 

     ชาวบ้านฝั่งลาวยังได้นำรถแบ็กโฮขุดหาดทรายบริเวณเดียวกัน ลึกลงไปประมาณ 1 เมตร จนพบส่วนหนึ่งขององค์พระพุทธรูป ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นพระประธานของวัดโบราณบริเวณดังกล่าว โดยส่วนที่โผล่ขึ้นมาเหนือน้ำเป็นส่วนไหล่ สร้างด้วยการก่ออิฐถือปูนเป็นรูปมน จึงคาดว่าน่าจะเป็นพระพุทธรูปที่มีหน้าตักกว้างไม่ต่ำกว่า 4 เมตร
       

    
     อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีการนำพระพุทธรูปขนาดใหญ่ขึ้นมา เพราะส่วนใหญ่จมอยู่ใต้ทรายและน้ำ อีกทั้งชาวบ้านเกรงว่าหากขุดขึ้นมาทรายด้านข้างจะทรุดตัวไปลงทำให้องค์พระจมลงสู่แม่น้ำโขง หรือหากมีโขดหินเกาะเกี่ยวไว้ก็จะทำให้พระพุทธรูปเสียหายได้ จึงได้นำกระสอบทรายไปกั้นไว้โดยรอบเพื่อหารือเกี่ยวกับวิธีการนำขึ้นมาต่อไป

     นายนพคุณ สุวรรณ์ ผู้ใหญ่บ้านสบกก กล่าวว่า น้ำโขงชายแดนไทย-ลาว บริเวณนี้เรียกขานกันมาตั้งแต่สมัยโบราณว่า “นครสุวรรณโคมคำ” มีตำนานเรื่องความเจริญรุ่งเรืองมากมาย อีกทั้งที่ผ่านมาชาวบ้านทั้งสองฝั่งต่างเคยพบโบราณวัตถุจำนวนมาก แต่ก็ยังไม่เคยพบพระพุทธรูปที่มีหน้าตักกว้างกว่า 4 เมตร และทำจากโลหะเช่นนี้ ดังนั้นหากมีการขุดขึ้นมาประดิษฐานที่ใดก็คงจะมีประชาชนทั้งสองฝั่งประเทศ และนักท่องเที่ยวเดินทางมาสักการบูชากันเป็นจำนวนมากแน่นอน
       
     ด้านนายปิงชัย อินต๊ะพรหม ผู้อาวุโส หรือชาวลาวเรียกกันว่าพ่อใหญ่ หมู่บ้านร่มเย็น กล่าวว่า ปัจจุบันวัดประจำหมู่บ้านเพิ่งจะมีพระและเณรมาจำพรรษาอยู่ 11 รูป ซึ่งในอดีตวัดนี้เคยร้างพระและเณรมานาน ต่อมามีพระสงฆ์เข้ามาจำพรรษา ส่วนชาวประมงก็เริ่มพบวัตถุมงคลต่างๆ ริมหาดแม่น้ำโขง และลึกเข้ามาบนแผ่นดินมากขึ้นเรื่อยๆ โดยมีทั้งอิฐ พระพระพุทธรูปขนาดเล็ก ส่วนใหญ่ก่ออิฐถือปูน หรือสร้างด้วยอิฐ แผ่นศิลาเคลือบทอง คัมภีร์ภาษาบาลี กระทั่งพบพระพุทธรูปองค์ใหญ่ครั้งนี้



     สำหรับพระที่พบแค่ส่วนไหล่นั้น พระอาจารย์ประจำหมู่บ้านและผู้อาวุโสหลายคนเชื่อกันว่าน่าจะเป็น “พระน้ำใจเทพ” ซึ่งมีชื่อเสียงในอาณาจักรสุวรรณโคมคำ โดยตรงส่วนไหล่แสดงให้เห็นถึงลักษณะนอนตะแคง ส่วนเศียรพระคาดว่าอาจถูกเรือ หรือกระแสน้ำพัด หรืออาจจมลงไปใต้ดิน หากสามารถนำขึ้นมาจากทรายได้ชาวบ้านจะนำไปเป็นพระประธานในวัดประจำหมู่บ้านต่อไป

     ทั้งนี้ นครสุวรรณโคมคำเป็นอาณาจักรเก่าแก่อาณาจักรแรกๆ บริเวณนี้ ก่อนที่จะมีอาณาจักรโยนกนาคนคร และหิรัญนครเงินยาง ก่อนจะเป็นอาณาจักรล้านนาเมื่อราว 750 ปีก่อน ดังนั้น นครสุวรรณโคมคำจึงมีอายุไม่ต่ำกว่า 1,000 ปี ปัจจุบันเหลือหลักฐานเกี่ยวกับอาณาจักรนี้น้อยมาก แต่มีการค้นพบวัดโบราณ สถูป เจดีย์ และพระพุทธรูปปางสมาธิขนาดใหญ่ ที่ชาวบ้านเรียกว่า “พระเจ้าองค์โมง” หรือ “พ่อใหญ่” ในฝั่งเมืองต้นผึ้ง หน้าตักกว้าง 6.50 เมตร สูง 7 เมตร

     
      อย่างไรก็ตาม เมื่ออาณาจักรต่างๆ มีพัฒนาการเรื่อยมา และแม่น้ำโขงเปลี่ยนทิศทางกัดเซาะพื้นที่เดิม ทำให้เชื่อกันว่าอาณาจักรแห่งนี้ถูกแบ่งเป็นสองส่วนอยู่ในฝั่งไทย และลาว ด้วยเหตุนี้จึงยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าองค์พระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่พบอยู่ในยุคใด แต่ชาวบ้านฝั่งไทยที่เดินทางข้ามไปบางส่วนสันนิษฐานจากรูปทรงที่โผล่เหนือน้ำว่าอาจจะเป็นพระสิงห์หนึ่ง อายุเก่าแก่กว่า 700 ปี

ภาพ/ข่าว โดย ASTV ผู้จัดการออนไลน์

อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย - โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยโมง จัดกิจกรรมทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ เนื่องในโอกาสคล้ายวันสถาปนากรมชลประทาน 111 ปี


     เมื่อเวลา 07.00 น. วันนี้(7มิ.ย.56)  ที่วัดท่าคกเรือ เขตเทศบาลเมืองท่าบ่อ นายอนุรัฐ ไทยตรง นายอำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย พร้อมด้วยนายประสงค์ ผ่องสวัสดิ์ ผอ.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยโมง อำเภอท่าบ่อ และหัวหน้าส่วนราชการ พนักงาน ลูกจ้าง ประชาชนทั่วไป ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ เนื่องในโอกาสคล้ายวันสถาปนากรมชลประทาน ครบรอบปีที่ 111 ก่อนที่ทุกคนจะร่วมกันปลูกหญ้าแฝก ที่บริเวณหน้าประตูเขื่อนห้วยโมง จำนวน 20,000 กล้า โดยได้รับสนับสนุนพันธุ์กล้าหญ้าแฝกจาก สำนักงานพัฒนาที่ดิน จังหวัดหนองคาย เพื่อเป็นการป้องกันการพังทลายของหน้าดิน และเป็นการสาธิต รณรงค์ ส่งเสริมการปลูก การใช้ประโยชน์จากหญ้าแฝก ตามแนวพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
     สำหรับ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยโมง เป็นโครงการสูบน้ำด้วยระบบไฟฟ้า ซึ่งกรมชลประทานได้รับโอนมาจาก กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานเดิม  เมื่อปีพ.ศ. 2545 มีสถานีสูบน้ำ จำนวน 10 สถานี  กระจายอยู่ในพื้นที่ 61,183  ไร่  ครอบคลุมพื้นที่อำเภอท่าบ่อ, ศรีเชียงใหม่ และอำเภอโพธิ์ตาก เป็นโครงการสูบน้ำด้วยไฟฟ้าจากห้วยโมง ซึ่งเป็นแม่น้ำสาขาของแม่น้ำโขง ส่งน้ำเพื่อการเกษตรให้แก่พื้นที่บริเวณห้วยโมง  และเนื่องในวันที่ 13 มิถุนายน เป็นวันคล้ายวันสถาปนากรมชลประทาน โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยโมง จึงได้ร่วมกับทุกภาคส่วนจัดกิจกรรมดังกล่าว เพื่อเฉลิมฉลองวันครบรอบปีที่ 111 กรมชลประทาน.

ภาพข่าวโดย โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยโมง อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย
อภิชาติ แสงรุ่ง ข่าว NC News รายงาน.

วันพฤหัสบดีที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2556

อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย - ศูนย์ กศน. อำเภอท่าบ่อ จัดพิธีไหว้ครูและปฐมนิเทศนักศึกษา ประจำภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556 พร้อมทั้งมอบวุฒิบัตรสำหรับผู้จบการศึกษา

     เมื่อเวลา 10.00 น. วันนี้ (6มิ.ย.56) ที่หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย นายอนุรัฐ ไทยตรง นายอำเภอท่าบ่อ ได้เป็นประธานในพิธีไหว้ครูและปฐมนิเทศนักศึกษา กศน.อำเภอท่าบ่อ ประจำภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556 พร้อมมอบเกียรติบัตรให้กับคณะกรรมการสถานศึกษาดีเด่น  มอบวุฒิบัตรสำหรับผู้จบการศึกษาในระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 22 คน เพื่อให้นักศึกษาการศึกษานอกระบบ ได้แสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีต่อครู อาจารย์ และส่งเสริมขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของไทย เพื่อชี้แจ้งโครงสร้างหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เกณฑ์การวัดผล ประเมินผล เกณฑ์การจบหลักสูตร กิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต กฎระเบียบการแต่งกาย การเรียน ของศูนย์ กศน.อำเภอท่าบ่อ โดยมีนักศึกษา กศน. เข้าร่วม 300 คน
     นายอนุรัฐ ไทยตรง นายอำเภอท่าบ่อ กล่าวให้ข้อคิดกับนักศึกษา กศน. ว่า อย่ามองเรื่องการยากลำบากเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา เพราะคนสมัยก่อนลำบากกว่านี้มาก  อยากให้ทุกคนให้ความสำคัญกับการศึกษา รู้จักแบ่งเวลาในการศึกษา และทำกิจกรรม รับผิดชอบและทำทุกอย่างให้ดีที่สุดในบทบาทที่ตัวเองได้รับ ให้พยายามเรียนรู้ในสิ่งที่ไม่เคยมีความรู้ หรือเคยทำมาก่อน เพื่อหาประสบการณ์และพัฒนาตนเอง ขอแสดงความยินดียิ่งกับนักศึกษาที่ได้จบการศึกษาในปีนี้ และขอให้ทุกคนยึดปฏิบัติแนวทางพอเพียง ตามพระราชดำหริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์  และร่วมกันปกป้องสถาบันหลักของชาติ อันได้แก่ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์  และยึดหลักประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข.

อภิชาติ แสงรุ่ง ข่าว NC News รายงาน 

อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย - เทศบาลเมืองท่าบ่อ ได้เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ในการพัฒนาเมืองท่าบ่อ ให้เป็นเมืองน่าอยู่

     
     เมื่อเวลา 13.30 น. วันนี้ (6 มิ.ย. 56) ที่อาคารศูนย์วัฒนะธรรมเทศบาลเมืองท่าบ่อ อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย นายประพาส นครภักดี นายกเทศมนตรีเมืองท่าบ่อ เป็นประธานกล่าวเปิดสภาเมืองท่าบ่อ ครั้งที่ 2 ในการรับฟังและเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมแสดงข้อคิดเห็น ร่วมตัดสินใจ ในการพัฒนาเมืองท่าบ่อ ให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย สวยงาม และน่าอยู่ต่อไป


     
ในการประชุมสภาเมืองท่าบ่อครั้งนี้ ได้เน้นให้ทุกภาคส่วนได้แสดงความคิดเห็น และให้ความเห็นชอบในการแก้ไขปัญหาและจัดระเบียบร้านค้า แผงลอย ตลาดสด ทางเท้า และการจอดรถในเขตเทศบาลเมืองท่าบ่อ ซึ่งส่วนใหญ่อยากให้มีการพัฒนาตลาดสดเทศบาลเมืองท่าบ่อ เพราะเป็นสถานที่จัดไว้ให้ผู้ค้าใช้เพื่อจำหน่ายสินค้าทุกประเภท และเป็นสถานที่ประชาชนมีการจัดหาซื้อของอุปโภคและบริโภคภายในครัวเรือน แต่ปัจจุบันสภาพตลาดสดเทศบาลเมืองท่าบ่อ ส่วนมากมักมีสภาพแวดล้อมไม่ถูกสุขลักษณะ อาทิเช่น แม่ค้าวางสินค้าไม่เป็นระเบียบ วางบนพื้นถนนบ้างหรือบนพื้นข้างทางเดิน สภาพเหล่านี้อาจมีการปนเปื้อนสู่อาหาร ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนอย่างกว้างขวาง  สมควรที่จะพัฒนาตลาดสดให้ได้มาตรฐาน เป็นตลาดสดที่สะอาด  ปลอดภัย ช่วยคุ้มครองผู้บริโภค  พ่อค้าแม่ค้าให้บริการประทับใจ น่ามอง น่าอยู่ เพื่อรองรับการขยายตัวด้านการค้าของประเทศไทย และเตรียมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน อีกด้วย
  โดยมีเจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองท่าบ่อ, สาธารณะสุขอำเภอท่าบ่อ, สภ.ท่าบ่อ, ตัวแทนโรงเรียน, พ่อค้า แม่ค้า ประชาชนทุกฝ่ายร่วมพัฒนาแสดงความคิดเห็น จำนวนกว่า 100 คน.

อภิชาติ แสงรุ่ง ข่าว NC News รายงาน